COVID- 19

การพัฒนาวัคซีนโควิด-19

                    วิกฤติโรคระบาดโควิด-19 ครั้งนี้เป็นวิกฤตการณ์ที่สำคัญสำหรับประเทศไทยและทุกประเทศทั่วโลกในการเร่งวิจัยและพัฒนาวัคซีนโดยหวังว่าจะเป็นหนทางที่จะทำให้มวลมนุษยชาติได้กลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติ นอกจากความท้าทายของการวิจัยและพัฒนาวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 แล้ว กำลังการผลิตวัคซีนให้เพียงพอสำหรับประชากรโลกจำนวนกว่า 7,000 ล้านคนก็เป็นโจทย์สำคัญสำหรับแต่ละประเทศที่จะจัดหาวัคซีนมาสำหรับประชาชนทุกคน ด้วยเทคโนโลยี Baiyapharming ของบริษัท ใบยา ไฟโตฟาร์ม ซึ่งใช้พัฒนาและวิจัยวัคซีนเพื่อป้องกันโรคโควิด-19 ด้วยใบพืช คิดค้นและพัฒนาวัคซีนต้นแบบถึง 6 ชนิด ที่อยู่ในเป้าหมายการวิจัยและทดลองเพื่อหาวัคซีนที่ดีที่สุด โดยวัคซีนเหล่านี้พัฒนามาจากต้น Nicotiana benthamiana โดยมีความมุ่งหวังว่าจะเทคโนโลยีนี้จะเพิ่มขีดความสามารถในการวิจัยและพัฒนา และเกิดความมั่นคงทางสุขภาพของประเทศไทยในอนาคต

                    จากวัคซีนต้นแบบทั้ง 6 ชนิด พบว่าวัคซีน Baiya SARS-CoV-2 Vax 1 ซึ่งได้นำไปฉีดในสัตว์ทดลอง ได้แก่ หนูขาวและลิง พบว่าผลอยู่ในระดับที่น่าพอใจคือสามารถกระตุ้นการสร้างภูมิคุ้มกันในสัตว์ทดลองทั้ง 2 ชนิดได้ในปริมาณสูงจากการฉีดวัคซีนเพียง 2 ครั้ง โดยขั้นตอนต่อจากนี้ จะมีการทดสอบวัคซีนในหนูขาวอีกครั้งเพื่อทดสอบความเป็นพิษหรือผลข้างเคียงต่ออวัยวะต่าง ๆ โดยละเอียดจากการทดสอบดังกล่าวทำให้จะสามารถกำหนดปริมาณ และขนาดของวัคซีนที่จะนำไปใช้ศึกษาในมนุษย์ต่อไปได้

ความคืบหน้าของเรา

Baiya SARS-CoV-2 Vax 1

PRECLINICAL

PHASE 1

PHASE 3

PHASE 4

REGISTRATION

                    วัคซีน Baiya SARS-CoV-2 Vax 1 ได้ผ่านการทดลองในสัตว์ทดลอง (Preclinical) เรียบร้อยแล้ว ปัจจุบันกำลังอยู่ในขั้นเตรียมการผลิตและการขออนุญาตทดลองประสิทธิภาพและความปลอดภัยในมนุษย์ ซึ่งจะมีการทดลองขึ้นในปี พ.ศ. 2564

คำถามที่พบบ่อย

             ใช้เทคโนโลยี Molecular Pharming ในการผลิตวัคซีนโดยใช้พืช (Plant-based vaccine) โดยนำส่วนประกอบหนึ่งของไวรัสมาเป็นต้นแบบในการผลิตวัคซีน และให้พืชผลิตส่วนประกอบที่เลียนแบบไวรัส ยกตัวอย่างเช่น ส่วนของ Receptor binding domain (RBD) หรือ หรือส่วนของ Spike protein (S-Protein) เพื่อนำส่งเข้าไปในร่างกายโดยหวังผลให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันที่จำเพาะกับไวรัสก่อโรค COVID-19 โดยอาศัยวัคซีนเป็นตัวกระตุ้น ซึ่งเทคโนโลยีนี้เป็นเทคโนโลยีที่ใช้กันแพร่หลายในการสร้างวัคซีนและประสบความสำเร็จมาแล้ว

               วัคซีนที่ใบยาผลิตนั้นสามารถเก็บรักษาได้ที่อุณหภูมิ 2-8 องศาเซลเซียส ซึ่งปัจจุบันพบว่าสามารถเก็บไว้ได้ในระยะเวลา 1 เดือน ซึ่งต้องทำการศึกษาต่อไป โดยข้อดีของเทคโนโลยีนี้คือสามารถพัฒนาต่อยอดได้ง่ายหากต่อไปโควิดมีการกลายพันธุ์ในอนาคตภายในประเทศ

               เริ่มพัฒนาวัคซีนโควิด-19 ตั้งแต่เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2563 ปัจจุบันทำการทดสอบวัคซีนตัวแรก Baiya SARS-CoV-2 Vax 1 ซึ่งดำเนินการเสร็จสิ้นในขั้นตอนของการทดลองในสัตว์ทดลองทั้ง 2 ชนิด ได้แก่ หนูขาวและลิง ซึ่งมีผลการกระตุ้นภูมิคุ้มกันที่ดีทั้งในเข็มแรก และเข็มที่สอง

               กระบวนการพัฒนาและวิจัยวัคซีนตามปกติแล้วจะต้องผ่านการทดสอบในสัตว์ทดลองและในมนุษย์ให้เรียบร้อยก่อน โดย ใบยา วางแผนเตรียมผลิตเพื่อทดลองในมนุษย์ทุกระยะให้เสร็จสิ้นภายในปี พ.ศ.2564 และจะผลิตเพื่อใช้โดยทั่วกันในปี พ.ศ. 2565 โดยหวังว่าจะเป็นอีกหนึ่งวัคซีนทางเลือกให้กับทุกคนในประเทศไทยได้มีวัคซีนเพียงพอสำหรับป้องกันโรคโควิด-19

               วัคซีนที่ผลิตจากใบพืชชนิดนี้ จากการทดสอบในสัตว์ทดลองพบว่าจะมีประสิทธิภาพสร้างภูมิคุ้มกันต่อโรคโควิด-19 ได้ดีเมื่อฉีดวัคซีนทั้งหมด 2 ครั้ง โดยห่างกันครั้งละ 21 วัน ส่วนระยะเวลาที่ภูมิคุ้มกันจะคงอยู่ในร่างกายของมนุษย์นานเท่าไหร่ และจะป้องกันได้ 100% จำเป็นจะต้องทำการศึกษาเพิ่มเติมในอนาคต

               ความปลอดภัยของวัคซีนจากใบพืชของบริษัท ใบยา ไฟโตฟาร์ม จำกัด ณ ตอนนี้ มีข้อมูลเฉพาะในสัตว์ทดลอง ทั้งในหนูและในลิง โดยเฉพาะในลิงซึ่งมีความใกล้เคียงกับมนุษย์มากที่สุด พบว่า หลังจากได้รับวัคซีนจากใบพืชแล้ว ไม่พบอาการผิดปกติ หรือ การเสียชีวิตของสัตว์ทดลองหลังจากได้รับวัคซีนจากใบพืชไป ซึ่งเป็นผลที่ดีสำหรับการทดลองในมนุษย์ แต่ผลการทดสอบความปลอดภัยสำหรับการฉีดในมนุษย์ยังคงต้องรอการทดสอบในมนุษย์ระยะที่ 1 ซึ่งมีแผนที่จะทำการทดลองในปี พ.ศ. 2564 ต่อไป

Baiya Rapid Covid-19 IgG/IgM Test kit™

                    จากวิกฤตการณ์โควิด-19 บริษัท ไบยา ไฟโตฟาร์ม จำกัด ได้ตระหนักถึงวิกฤตนี้ จึงทำการวิจัยและผลิตชุดตรวจคัดกรอง Baiya Rapid Covid-19 IgG/IgM Test kit™ ซึ่งผลิตจาก RBD-His antigen protein, human ACE2 protein และ CR3022 monoclonal antibody โดยชุดตรวจคัดกรองนี้สามารถตรวจได้อย่างรวดเร็ว เพียงแค่ใช้ตัวอย่างเลือดที่ปลายนิ้ว และใช้เวลาอ่านผลไม่เกิน 10 นาที สามารถใช้ทดสอบการสร้างภูมิคุ้มกันที่จำเพาะต่อการติดเชื้อของผู้ป่วย หากมีการสร้างภูมิคุ้มกันก็อาจจะเป็นไปได้ที่จะมีการติดเชื้อ เพื่อที่จะแยกและสกัดการแพร่กระจายของการติดเชื้อในวงกว้างได้ ชุดตรวจคัดกรองนี้สามารถช่วยคัดกรองเบื้องต้นจากการตรวจคัดกรองแบบมาตรฐานคือ Real-time PCR ซึ่งต้องใช้เวลานานในการรอผล และมีราคาสูง

ผลิตภัณฑ์โปรตีน